อันตรายจากการ “ผ่าคลอด” ที่คุณแม่ท้องอาจไม่รู้

Last updated: Aug 6, 2017  |  82973 จำนวนผู้เข้าชม  |  การตั้งครรภ์

อันตรายจากการ “ผ่าคลอด” ที่คุณแม่ท้องอาจไม่รู้

ปัจจุบันหญิงตั้งครรภ์นิยมผ่าท้องทำคลอด ดังจะเห็นได้จากอัตราการผ่าท้องทำคลอดในโรงพยาบาลรัฐที่พุ่งสูงขึ้น โดยอยู่ที่ร้อยละ 35-40 ของการคลอดทั้งหมด ส่วนโรงพยาบาลเอกชนร้อยละ 70-80 ของการคลอดทั้งหมด โดยมีจำนวนไม่น้อยที่คุณแม่ท้องเลือกใช้วิธีผ่าคลอด ทั้งที่สามารถคลอดด้วยวิธีธรรมชาติได้

คุณแม่มือใหม่หลายคนเข้าใจผิดคิดว่าการคลอดด้วยวิธีธรรมชาติจะเจ็บปวดและอันตราย ต่างจากการผ่าคลอดที่มองว่าปลอดภัย แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่เลย หนำซ้ำค่าใช้จ่ายยังแพงกว่าคลอดปกติ ทั้งยังมีอันตรายต่อแม่มากกว่า
โดยข้อมูลจาก รศ.นพ.วิทยา ถิฐาพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ระบุถึง…

อันตรายจากการ “ผ่าตัดคลอด”


การผ่าตัดคลอดจะทำได้ คุณแม่ต้องได้รับยาระงับความรู้สึกหรือยาสลบ ซึ่งอาจมีภาวะแทรกซ้อนจนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ เช่น การมีความดันโลหิตลดต่ำลงทันทีจากการบล็อกหลัง การสำลักน้ำหรืออาหารเข้าไปในหลอดลมจากการดมยาสลบ นอกจากปัญหาที่แม่แล้ว ลูกที่คลอดออกมาจากแม่ที่ได้รับยาสลบอาจเกิดการขาดออกซิเจนและตัวเขียวได้

 

การผ่าคลอดต้องใช้มีดกรีดทั้งที่หน้าท้องและมดลูกเป็นแผลขนาดใหญ่ ทุกครั้งที่กรีดมีด จะมีการเสียเลือดจำนวนไม่น้อยตามมา ในขณะที่การคลอดทางช่องคลอดมีแผลที่ช่องคลอดเพียงเล็กน้อยและเสียเลือดน้อยกว่ากันมาก ถ้าคุณแม่ที่มีปัญหาเลือดจางอยู่แล้ว ถ้าต้องรับการผ่าคลอดอาจเกิดอันตรายได้ง่าย

 

การผ่าตัดคลอดมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าการคลอดทางช่องคลอด และมักเป็นการติดเชื้อที่รุนแรงในช่องท้อง บางรายอาจเสียชีวิตได้

 

การผ่าตัดคลอดมีโอกาสลงมีดไปโดนอวัยวะอื่น เช่น ลำไส้หรือ กระเพาะปัสสาวะได้ โดยเฉพาะในรายที่เป็นการผ่าตัดคลอดท้องหลังซึ่งการผ่าตัดครั้งแรกมีพังผืดในช่องท้องค่อนข้างมาก

 

การผ่าตัดคลอดจะทำให้คุณแม่เจ็บแผลหลังคลอดมากและนานกว่าการคลอดทางช่องคลอด บางคนผ่ามา 3-5 วันแล้วยังเดินไม่ค่อยไหว ให้ลูกกินนมแม่ยังไม่ได้เพราะปวดแผลก็มี แต่ถ้าคลอดทางช่องคลอดหลังคลอดวันเดียวก็เดินได้แล้ว

 

การผ่าตัดคลอดโดยไม่มีความจำเป็นที่เพียงพอ อาจทำให้ทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์เสี่ยงอันตรายโดยไม่จำเป็นได้ ฉะนั้นก่อนเลือกใช้วิธีใดในการคลอดควรปรึกษาคุณหมออย่างละเอียดก่อนนะคะ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก healthandtrend.com

Powered by MakeWebEasy.com